2 ประเภทหลักของ Web Hosting ใช้งานต่างกันอย่างไร

2 ประเภทหลักของ Web Hosting ใช้งานต่างกันอย่างไร

หากเราไม่ได้คลุกคลีอยู่กับโลกออนไลน์หรือมีธุรกิจที่พึ่งพาการตลาดออนไลน์แล้วละก็ คำว่า เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) อาจจะเป็นคำที่ไกลตัวและค่อนข้างที่จะห่างไกลจากพื้นฐานความเข้าใจไปสักหน่อย แต่หากคุณมีความเชื่อว่าชีวิตคือการเรียนรู้แล้วละก็ ควรที่จะรู้จัก Web Hosting เอาไว้ เพราะโลกเรากำลังก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านระบบดิจิทัล และการทำธุรกิจ ธุรกรรมแบบออนไลน์อย่างเต็มระบบมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราไปทำความรู้จักเว็บโฮสติ้งกันสักนิดว่ามีกี่ประเภท และมีการใช้งานแตกต่างกันอย่างไร

Web Hosting ที่ว่านี้เป็นบริการให้เช่าพื้นที่สำหรับการใช้งานในอินเทอร์เน็ต โดยลูกค้าจะนำไฟล์เว็บไซต์เข้ามาฝากไว้บนเซิร์ฟเวอร์ ของผู้ให้บริการ โดย Server ดังกล่าวนี้จะทำหน้าที่เชื่อมต่อ Internet ความเร็วสูง คอยทำหน้าที่ประสานระบบการทำงานให้ลูกค้าดำเนินการปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนแปลงไฟล์ต่าง ๆ บนเว็บไซต์เพื่อการใช้งานให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าหรือผู้ที่เข้าชมสินค้าภายในเว็บไซต์ด้วยระบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง

Web Hosting ถูกจำแนกประเภทออกเป็น 2 ประเภทตามหน้าที่การใช้งานดังนี้

1.ไพรเวทโฮสติ้ง (Private Hosting) เป็นบริการให้เช่าใช้งานเว็บโฮสติ้งในรูปแบบเฉพาะส่วนตัว อธิบายง่าย ๆ คือการเปิดใช้งานเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นส่วนตัว ไม่ใช้งานร่วมกับเว็บไซต์ของหน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ ซึ่งส่งให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแบบแชร์ (Shared) โดยมีข้อดีในแบบของ Private เว็บไซต์ ดังนี้

  • 1.1 ผู้รับบริการสามารถปรับแก้และพัฒนารูปแบบฟังก์ชันการทำงานให้มีความเสถียรสูงและเป็นส่วนตัว เนื่องจากมีการบริหารจัดการทรัพยากรในระบบให้ลูกค้าเฉพาะรายได้อย่างชัดเจน ขจัดปัญหาเว็บไซต์โหลดช้าและปัญหาหน่วยความจำชั่วคราว (RAM) ไม่เพียงพอ
  • 1.2 โฮสติ้งแบบนี้ มีการ แยก IP Address เป็นของตัวเอง ทำให้การโหลดข้อมูลและประมวลผลทำได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะกับการทำงานสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจแบบ E-commerce ที่มีการจำหน่ายขายสินค้าออนไลน์ ประกอบการไลฟ์สด ซึ่งมีผู้ชมและผู้เข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก
  • 1.3 การทำงานความเสถียรสูง และสามารถเลือกระบบ OS ได้ตามความต้องการของลูกค้า

2.แชร์โฮสติ้ง (Shared Hosting) เป็นการให้บริการที่ต่างจากไพรเวทโฮสติ้ง เพราะเป็นการนำเซิร์ฟเวอร์มาแชร์ให้แก่ลูกค้าที่ใช้งานโฮสติ้งแบบฝากไฟล์เว็บไซต์ให้ทำงานร่วมกันบนระบบเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน สำหรับข้อดีของการให้บริการแชร์โฮสติ้ง มีดังนี้

  • 2.1 ค่าบริการจะถูกกว่าไพรเวทโฮสติ้ง เหมาะกับเจ้าของธุรกิจที่ยังไม่มีงบประมาณเพียงพอหรือยังไม่มีความจำเป็นที่จะลงทุนเช่าเซิร์ฟเวอร์แบบส่วนตัว
  • 2.2 เว็บไซต์ที่เหมาะสำหรับการใช้งานแบบแชร์โฮสติ้ง ได้แก่ เว็บไซต์ต่าง ๆ ตามปกติทั่วไปที่ไม่มีความซับซ้อนหรือมีระบบการซื้อขายจำหน่ายสินค้า เป็นการโชว์ข้อมูลผลิตภัณฑ์หรือข้อมูลทั่วไปของบริษัทเท่านั้น
  • 2.3 ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ที่จำเป็นตามมาตรฐาน มีผู้ดูแลระบบให้ ไม่ต้องปรับแต่งเซิร์ฟเวอร์เอง

การเลือกใช้ Web Hosting นั้นไม่ยาก โดยให้ดูจากความต้องการของธุรกิจ เช่น จะมีกี่โดเมนเนม ใช้กี่ฐานข้อมูล ผู้ชมอยู่ประเทศไหน ต้องการความเร็วและบริการอย่างไร ก็จะทำให้สามารถเลือกแพ็กเกจที่คุ้มค่ามากที่สุดได้ เพราะต้องใช้บริการต่อเนื่องกันอย่างน้อยก็หลายเดือนถึงหลายปี ทั้งนี้หากไม่พอใจในบริการ ก็สามารถแจ้งย้ายไปที่ใหม่ได้ ตามเงื่อนไขของแต่ละผู้ให้บริการ Web Hosting